›[พื้นฐาน]บริการจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติของ NYC Legal ครอบคลุมอะไร และไม่ครอบคลุมอะไร?
เราให้บริการด้านเอกสารและการรับรอง ได้แก่ แปลหนังสือรับรองสถานะโสด (affidavit) และเอกสารประกอบจากภาษาต่างประเทศเป็นไทยหรือจากไทยเป็นภาษาต่างประเทศ รับรองลายมือชื่อและเอกสารโดยทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร เดินเรื่องนิติกรณ์รับรองคำแปลที่กรมการกงสุล ประสานการรับรอง Apostille หรือสถานทูตปลายทาง จัดหาล่ามสำหรับขั้นตอนที่นายทะเบียนกำหนด และเตรียมชุดเอกสารสำหรับบันทึกฐานะแห่งครอบครัว สิ่งที่เราไม่ทำคือการเป็นนายทะเบียนหรือตัวแทนของอำเภอ/สำนักงานเขต การรับประกันว่านายทะเบียนจะรับจดทะเบียน และการให้คำแนะนำที่ขัดกับระเบียบราชการ สอบถามรายละเอียดและค่าบริการได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมลของสำนักงาน
›[พื้นฐาน]สอบถามรายละเอียด ค่าบริการ และระยะเวลา ต้องติดต่อช่องทางไหน?
ติดต่อเจ้าหน้าที่ได้สามช่องทางคือ โทรศัพท์ LINE Official และอีเมลของสำนักงาน เราไม่ประกาศอัตราค่าบริการแบบตายตัวบนหน้าเว็บ เพราะแต่ละเคสต่างกันตามจำนวนหน้าเอกสาร ภาษาต้นทาง จำนวนชุดที่ต้องรับรอง เส้นทางรับรอง (นิติกรณ์อย่างเดียว Apostille หรือสถานทูต) และความเร่งด่วน เมื่อส่งภาพเอกสารมาให้ดูล่วงหน้า เจ้าหน้าที่จะแจ้งรายการที่ต้องใช้ ขั้นตอน และค่าบริการทั้งหมดก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ส่วนค่าธรรมเนียมของหน่วยงานราชการเป็นอัตราที่หน่วยงานกำหนดและอาจปรับเปลี่ยน จึงควรยืนยันกับหน่วยงานนั้นโดยตรง
›[กฎหมาย]คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสในประเทศไทยได้ตั้งแต่เมื่อไร?
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือที่เรียกกันว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียม มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 โดยเปลี่ยนถ้อยคำในบรรพ 5 จาก ชายและหญิง เป็น บุคคลสองคน ทำให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสและมีสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายเช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศ ทั้งเรื่องสินสมรส มรดก การรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน และการให้ความยินยอมทางการแพทย์ ทั้งนี้การที่ไทยรับจดทะเบียน ไม่ได้แปลว่าประเทศต้นทางของคู่สมรสจะรับรองการสมรสนั้นเสมอไป ควรตรวจสอบกับหน่วยงานของประเทศนั้นด้วย
›[กฎหมาย]อายุขั้นต่ำในการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยคือเท่าไร?
หลังการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีผลวันที่ 22 มกราคม 2568 อายุขั้นต่ำในการสมรสถูกปรับขึ้นเป็น 18 ปีบริบูรณ์ทั้งสองฝ่าย จากเดิม 17 ปี โดยยังมีช่องทางที่ศาลอาจอนุญาตให้สมรสก่อนอายุที่กำหนดได้ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรตามที่กฎหมายบัญญัติ นอกจากนี้ผู้เยาว์ที่จะสมรสยังต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีอำนาจให้ความยินยอมตามกฎหมาย นายทะเบียนจะตรวจอายุจากบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางเสมอ
›[กฎหมาย]เงื่อนไขที่ทำให้นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนสมรสมีอะไรบ้าง?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดเงื่อนไขต้องห้ามไว้หลายข้อ เช่น คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังมีคู่สมรสอยู่ เป็นญาติสืบสายโลหิตหรือพี่น้องร่วมบิดามารดา เป็นผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม เป็นบุคคลวิกลจริตหรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือขาดความยินยอมโดยแท้จริงของทั้งสองฝ่าย นายทะเบียนยังอาจไม่รับจดทะเบียนหากเอกสารแสดงสถานะของฝ่ายต่างชาติไม่ครบหรือไม่ผ่านการรับรองตามระเบียบ กรณีเป็นข้อกฎหมายเฉพาะเรื่องควรปรึกษาทนายความก่อนนัดหมาย
›[กฎหมาย]หญิงที่การสมรสเดิมสิ้นสุดลง ต้องรอกี่วันจึงจะสมรสใหม่ได้?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1453 กำหนดระยะเวลา 310 วันนับแต่วันที่การสมรสเดิมสิ้นสุดลง เพื่อป้องกันปัญหาข้อสันนิษฐานเรื่องความเป็นบิดาของบุตร โดยมีข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรอ เช่น คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น สมรสกับคู่สมรสเดิม มีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือมีคำสั่งศาลอนุญาตให้สมรสได้ ในทางปฏิบัติควรนำใบรับรองแพทย์หรือคำสั่งศาลไปแสดงต่อนายทะเบียนตั้งแต่วันแรกที่ติดต่อ เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
›[เอกสาร]ฝ่ายต่างชาติต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างในการจดทะเบียนสมรสที่ประเทศไทย?
ชุดเอกสารมาตรฐานประกอบด้วย หนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุพร้อมสำเนา หนังสือรับรองสถานะโสดหรือหนังสือรับรองความสามารถในการสมรส (affidavit หรือ certificate of no impediment) ที่ออกหรือรับรองโดยสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศตนในไทย และหากเคยสมรสมาก่อนต้องมีใบสำคัญการหย่า คำพิพากษาให้หย่า หรือใบมรณบัตรของคู่สมรสเดิม เอกสารต่างประเทศทุกฉบับต้องแปลเป็นภาษาไทยและผ่านการรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลก่อนยื่นต่อนายทะเบียน ฝ่ายไทยเตรียมบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารสถานะเดิมหากเคยสมรส
›[เอกสาร]หนังสือรับรองสถานะโสด (affidavit) ขอที่ไหน และมีรูปแบบต่างกันอย่างไรในแต่ละสัญชาติ?
โดยทั่วไปขอที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศตนซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย เพราะนายทะเบียนไทยคุ้นเคยกับเอกสารรูปแบบนี้ที่สุด รูปแบบต่างกันตามประเทศ เช่น บางประเทศให้ผู้ร้องสาบานตนต่อเจ้าหน้าที่กงสุลแล้วออกเป็นคำให้การ (affidavit of freedom to marry) บางประเทศออกเป็นหนังสือรับรองว่าไม่มีข้อขัดข้องในการสมรส (certificate of no impediment) ที่ต้องขอจากหน่วยงานทะเบียนราษฎรในประเทศตนก่อนแล้วนำมารับรองต่อ และบางประเทศต้องประกาศการสมรสล่วงหน้าตามกฎหมายภายในของตน จึงควรตรวจหน้าเว็บกงสุลของสถานทูตนั้นและนัดคิวล่วงหน้าเสมอ
›[เอกสาร]affidavit ที่ออกโดยสถานทูตต้องแปลเป็นไทยและรับรองกรมการกงสุลหรือไม่?
ต้องทำครับ ขั้นตอนมาตรฐานคือ (1) รับ affidavit จากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศตน (2) แปลเป็นภาษาไทยโดยผู้แปลที่ระบุตัวตนได้และรับผิดชอบคำแปล (3) ยื่นรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งให้บริการที่ถนนแจ้งวัฒนะและจุดบริการที่กรมประกาศไว้ (4) นำต้นฉบับพร้อมคำแปลที่รับรองแล้วไปยื่นต่อนายทะเบียนที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ นายทะเบียนบางแห่งขอดูต้นฉบับ affidavit ควบคู่กับคำแปลเสมอ จึงไม่ควรมอบต้นฉบับให้หน่วยงานใดไปโดยไม่มีสำเนาสำรอง
›[เอกสาร]affidavit มีอายุใช้งานนานเท่าไร?
ตัวกฎหมายไทยไม่ได้กำหนดอายุของ affidavit ไว้เป็นการทั่วไป แต่ในทางปฏิบัตินายทะเบียนหลายแห่งพิจารณาความสดใหม่ของเอกสาร และสถานทูตบางแห่งระบุอายุไว้ในตัวเอกสารเอง เช่น 3 เดือนหรือ 6 เดือนนับจากวันออก แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือดำเนินการแปล รับรองนิติกรณ์ และจดทะเบียนให้เสร็จภายในไม่กี่สัปดาห์หลังได้รับเอกสาร และโทรยืนยันกับสำนักทะเบียนที่จะไปจดก่อนวันนัดจริง เพราะแต่ละสำนักทะเบียนอาจมีแนวปฏิบัติไม่เหมือนกัน
›[เอกสาร]เคยหย่ามาก่อน หรือคู่สมรสเดิมเสียชีวิต ต้องใช้เอกสารอะไรเพิ่ม?
ต้องแสดงหลักฐานว่าการสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้วอย่างสมบูรณ์ ได้แก่ ใบสำคัญการหย่า (คร.7) หรือทะเบียนการหย่า (คร.6) กรณีหย่าในไทย คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลให้หย่าที่ถึงที่สุดพร้อมหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด กรณีหย่าโดยคำพิพากษา หรือ decree absolute / final judgment of divorce กรณีหย่าในต่างประเทศ และใบมรณบัตรกรณีคู่สมรสเดิมเสียชีวิต เอกสารต่างประเทศทุกฉบับต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานของประเทศที่ออก แปลเป็นไทย และรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลก่อนยื่นต่อนายทะเบียน หากเป็นเอกสารจากประเทศภาคีอนุสัญญา Apostille สามารถใช้เส้นทาง Apostille แทนการรับรองสถานทูตได้ตั้งแต่ 2 ธันวาคม 2568
›[เอกสาร]เอกสารหย่าหรือใบมรณบัตรจากต่างประเทศ ต้องรับรองอย่างไรก่อนใช้ในไทย?
ลำดับที่หน่วยงานไทยยอมรับคือ ต้นฉบับหรือสำเนาที่หน่วยงานผู้ออกรับรอง แล้วผ่านการรับรองความถูกต้องในประเทศต้นทาง ซึ่งปัจจุบันมีสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือประเทศต้นทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ก็ขอ Apostille จาก competent authority ของประเทศนั้น เส้นทางที่สองคือประเทศต้นทางไม่ใช่ภาคี ต้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศของประเทศนั้นแล้วรับรองที่สถานทูตไทยประจำประเทศนั้น จากนั้นเมื่อเอกสารเข้ามาถึงไทยจึงแปลเป็นภาษาไทยและยื่นรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลอีกชั้นหนึ่ง
›[ขั้นตอน]ขั้นตอนจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติมีกี่ขั้น ทำอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปมี 5 ขั้น คือ (1) ฝ่ายต่างชาติขอ affidavit หรือ certificate of no impediment จากสถานทูตหรือสถานกงสุลของตน (2) แปลเอกสารทั้งหมดเป็นภาษาไทยโดยผู้แปลที่ระบุตัวตนได้ (3) ยื่นรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (4) นำเอกสารทั้งชุดพร้อมพยาน 2 คนไปพบนายทะเบียนที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอเพื่อจดทะเบียนสมรส (5) หากต้องนำทะเบียนสมรสไปใช้ต่างประเทศ ให้แปลเป็นภาษาปลายทาง รับรองนิติกรณ์ และขอ Apostille หรือรับรองสถานทูตปลายทางตามกรณี ระยะเวลารวมขึ้นกับคิวของสถานทูตและกรมการกงสุลเป็นหลัก
›[ขั้นตอน]จดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขตหรืออำเภอไหนก็ได้หรือไม่ ต้องตรงกับทะเบียนบ้านไหม?
ตามระเบียบงานทะเบียนครอบครัว การจดทะเบียนสมรสสามารถยื่นคำร้องต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอแห่งใดก็ได้ทั่วประเทศ ไม่จำเป็นต้องตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของฝ่ายไทย อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติแต่ละสำนักทะเบียนมีความคุ้นเคยกับเคสชาวต่างชาติไม่เท่ากัน บางแห่งมีเจ้าหน้าที่ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้และรับเคสต่างชาติเป็นประจำ ทำให้ขั้นตอนราบรื่นกว่า จึงควรโทรสอบถามรายการเอกสารและช่วงเวลารับคำร้องของสำนักทะเบียนที่จะไปล่วงหน้าเสมอ
›[ขั้นตอน]ต้องมีพยานกี่คน และพยานต้องมีคุณสมบัติอะไร?
การจดทะเบียนสมรสต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คนลงลายมือชื่อในทะเบียน พยานต้องบรรลุนิติภาวะ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทางต่อนายทะเบียนได้ พยานไม่จำเป็นต้องเป็นญาติและจะเป็นชาวต่างชาติก็ได้ หากคู่สมรสไม่มีพยานมาเอง บางสำนักทะเบียนอาจอนุเคราะห์จัดหาให้ตามความเหมาะสม แต่ไม่ใช่หน้าที่ตามระเบียบ จึงควรเตรียมพยานไปเองเพื่อความแน่นอน
›[ขั้นตอน]ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสมรสเป็นอย่างไร?
การจดทะเบียนสมรส ณ สำนักทะเบียนในวันและเวลาราชการไม่มีค่าธรรมเนียมตามระเบียบของทางราชการ ส่วนกรณีขอให้นายทะเบียนไปจดทะเบียนนอกสำนักทะเบียน เช่น ที่โรงแรมหรือสถานที่จัดงาน จะมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามอัตราที่ทางราชการกำหนด เนื่องจากอัตราเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงและแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดต่างกัน เราจึงไม่ระบุตัวเลขไว้บนหน้าเว็บ ให้สอบถามสำนักทะเบียนนั้นโดยตรง ส่วนค่าบริการแปลและรับรองเอกสารของเรา สอบถามได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล
›[ขั้นตอน]มอบอำนาจให้คนอื่นไปจดทะเบียนสมรสแทนได้หรือไม่?
การสมรสต้องเกิดจากความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายและต้องแสดงต่อนายทะเบียน ระเบียบงานทะเบียนครอบครัวเปิดช่องให้จดทะเบียนสมรสต่างสำนักทะเบียนได้ในกรณีที่คู่สมรสอยู่คนละพื้นที่ และมีแนวปฏิบัติเฉพาะสำหรับกรณีที่ฝ่ายหนึ่งไม่อาจมาได้ ซึ่งต้องมีหนังสือยินยอมและการดำเนินการตามที่นายทะเบียนกำหนด กรณีเช่นนี้ไม่ใช่การมอบอำนาจแบบทั่วไป และแต่ละสำนักทะเบียนพิจารณาเข้มงวดต่างกัน จึงต้องปรึกษานายทะเบียนเป็นรายกรณีก่อนวางแผน
›[ล่าม]ต้องมีล่ามในวันจดทะเบียนสมรสหรือไม่?
หากฝ่ายต่างชาติไม่เข้าใจภาษาไทยเพียงพอที่จะเข้าใจข้อความในทะเบียนสมรสและคำถามของนายทะเบียน สำนักทะเบียนจะให้จัดหาล่ามมาร่วมด้วย เพราะเอกสารทะเบียนเป็นภาษาไทยและกฎหมายต้องการให้คู่สมรสยินยอมโดยเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง ล่ามมักต้องแสดงบัตรประจำตัวและลงลายมือชื่อรับรองการแปลในเอกสาร บางสำนักทะเบียนกำหนดคุณสมบัติเพิ่ม เช่น ต้องไม่ใช่คู่กรณีหรือพยานในเรื่องเดียวกัน ควรสอบถามเงื่อนไขล่ามของสำนักทะเบียนนั้นก่อนวันนัด
›[ล่าม]ล่ามในวันจดทะเบียนกับล่ามในศาลหรือสถานทูตต่างกันอย่างไร?
ล่ามในวันจดทะเบียนสมรสทำหน้าที่ถ่ายทอดคำถามของนายทะเบียนและเนื้อหาของเอกสารให้คู่สมรสเข้าใจ ณ เวลานั้น ส่วนล่ามในชั้นศาลต้องปฏิบัติตามระเบียบของศาลและอาจต้องสาบานตน ขณะที่ล่ามในสถานทูตขึ้นกับข้อกำหนดของสถานทูตนั้น เช่น บางแห่งกำหนดให้เป็นล่ามในรายชื่อที่สถานทูตรับรองเท่านั้น ทั้งสามบริบทต่างจากงานแปลเอกสาร เพราะเป็นการแปลด้วยวาจาแบบทันที ไม่มีการรับรองคำแปลเป็นลายลักษณ์อักษรเว้นแต่หน่วยงานร้องขอ
›[หลังสมรส]ทะเบียนสมรส คร.2 กับใบสำคัญการสมรส คร.3 ต่างกันอย่างไร?
คร.2 คือทะเบียนสมรสซึ่งเป็นบันทึกการจดทะเบียนที่สำนักทะเบียนเก็บไว้และคัดสำเนารับรองได้ ส่วน คร.3 คือใบสำคัญการสมรสที่มอบให้คู่สมรสถือไว้เป็นหลักฐาน เวลาต้องใช้ในต่างประเทศ หน่วยงานปลายทางมักขอสำเนาทะเบียนสมรสที่นายทะเบียนรับรองควบคู่กับใบสำคัญการสมรส เพราะทะเบียนสมรสมีรายละเอียดครบกว่า ก่อนนำไปแปลควรคัดสำเนารับรองจากสำนักทะเบียนใหม่ให้สดใหม่ เนื่องจากบางหน่วยงานปลายทางกำหนดอายุของสำเนารับรองไว้
›[หลังสมรส]จำเป็นต้องเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อหรือนามสกุลหลังสมรสหรือไม่?
กฎหมายไทยไม่ได้บังคับให้เปลี่ยน คู่สมรสมีสิทธิเลือกใช้นามสกุลของตนเองต่อไปหรือใช้นามสกุลของอีกฝ่ายก็ได้ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล และหญิงที่สมรสแล้วมีสิทธิเลือกใช้คำนำหน้านาง หรือ นางสาว ได้ตามพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง หากเลือกเปลี่ยน ต้องไปแก้ไขที่สำนักทะเบียนแล้วทยอยปรับปรุงบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หนังสือเดินทาง บัญชีธนาคาร และเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ให้ตรงกัน มิฉะนั้นชื่อในเอกสารที่ไม่ตรงกันจะเป็นปัญหาตอนยื่นวีซ่าหรือทำธุรกรรมข้ามประเทศ
›[หลังสมรส]หลังจดทะเบียนสมรสในไทย ต้องแจ้งสถานทูตของคู่สมรสหรือไม่?
ขึ้นกับกฎหมายของประเทศนั้น บางประเทศกำหนดให้แจ้งหรือบันทึกการสมรสที่เกิดในต่างประเทศไว้ในทะเบียนของตนเพื่อให้มีผลทางทะเบียนภายในประเทศ บางประเทศถือว่าการสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศที่จดทะเบียนมีผลอยู่แล้วโดยไม่ต้องแจ้ง แต่ยังต้องแสดงเอกสารที่ผ่านการรับรองเมื่อใช้สิทธิ เช่น ยื่นวีซ่าคู่สมรสหรือขอสวัสดิการ แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือเตรียมทะเบียนสมรสฉบับแปลที่รับรองแล้วพร้อม Apostille หรือรับรองสถานทูต แล้วสอบถามฝ่ายกงสุลของประเทศนั้นถึงขั้นตอนบันทึกทะเบียน
›[รับรองต่างประเทศ]ทะเบียนสมรสไทยจะนำไปใช้ที่ต่างประเทศ ต้องผ่านกี่ขั้นตอน?
โดยทั่วไปสี่ขั้น คือ (1) คัดสำเนาทะเบียนสมรสที่นายทะเบียนรับรองจากสำนักทะเบียน (2) แปลเป็นภาษาที่ปลายทางกำหนด โดยผู้แปลที่ระบุตัวตนได้และมีคำรับรองการแปลตามรูปแบบของประเทศนั้น (3) ยื่นรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (4) ขอ Apostille หากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีและมีผลตั้งแต่ 2 ธันวาคม 2568 หรือขอรับรองจากสถานทูตของประเทศปลายทางในไทย หากประเทศนั้นไม่ใช่ภาคีหรือยังกำหนดให้รับรองสถานทูต
›[รับรองต่างประเทศ]Apostille ใช้กับทะเบียนสมรสไทยได้แล้วหรือยัง?
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญายกเลิกการเรียกร้องให้ทำเป็นนิติกรณ์สำหรับเอกสารมหาชนต่างประเทศ (Apostille Convention ค.ศ. 1961) โดยอนุสัญญามีผลใช้บังคับกับไทยตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 หน่วยงานผู้มีอำนาจออก Apostille คือกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นเอกสารทะเบียนราษฎรและทะเบียนครอบครัวของไทย รวมถึงทะเบียนสมรส ที่จะนำไปใช้ในประเทศภาคีจึงใช้เส้นทาง Apostille แทนการรับรองสถานทูตปลายทางได้ แต่ประเทศที่ไม่ใช่ภาคี เช่น บางประเทศในตะวันออกกลาง ยังคงต้องใช้เส้นทางรับรองสถานทูตแบบเดิม ควรตรวจสถานะภาคีล่าสุดที่ hcch.net ก่อนดำเนินการ
›[รับรองต่างประเทศ]ประเทศปลายทางไม่ใช่ภาคี Apostille ต้องทำอย่างไร?
ใช้เส้นทางนิติกรณ์แบบเดิม คือหลังจากแปลเอกสารและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลแล้ว ให้นำเอกสารไปยื่นรับรองต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทางที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย สถานทูตแต่ละแห่งมีเงื่อนไขต่างกัน เช่น ต้องนัดคิวออนไลน์ ต้องใช้แบบฟอร์มเฉพาะ ต้องแปลโดยผู้แปลในรายชื่อที่สถานทูตรับรอง หรือกำหนดจำนวนวันทำการที่แน่นอน จึงควรตรวจหน้าเว็บกงสุลของสถานทูตนั้นและเผื่อเวลาไว้มากกว่าที่ประกาศเสมอ
›[รับรองต่างประเทศ]เอกสารที่จะใช้กับประเทศที่ใช้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษ ต้องแปลเป็นภาษานั้นเลยไหม?
ขึ้นกับข้อกำหนดของหน่วยงานผู้รับ หลายประเทศในยุโรปกำหนดให้แปลเป็นภาษาราชการของตนโดยนักแปลที่ได้รับแต่งตั้งหรือสาบานตนในประเทศนั้น (sworn translator) ซึ่งกรณีนี้อาจต้องแปลจากไทยเป็นอังกฤษเพื่อรับรองนิติกรณ์และ Apostille ในไทยก่อน แล้วไปแปลเป็นภาษาปลายทางโดย sworn translator เมื่อถึงประเทศนั้น บางประเทศยอมรับคำแปลภาษาอังกฤษได้เลย แนวทางที่ประหยัดที่สุดคือถามหน่วยงานผู้รับให้ชัดก่อนสั่งแปล เพราะการแปลผิดเส้นทางทำให้ต้องทำใหม่ทั้งชุด
›[สมรสต่างประเทศ]จดทะเบียนสมรสที่ต่างประเทศแล้ว ต้องมาบันทึกอะไรที่ไทยหรือไม่?
การสมรสที่ทำถูกต้องตามกฎหมายของประเทศที่จดทะเบียนมีผลตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ทะเบียนบ้านและฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของไทยจะยังไม่ปรากฏสถานะสมรส หากต้องการให้สถานะปรากฏในระบบไทย ให้ยื่นคำร้องขอบันทึกฐานะแห่งครอบครัว (แบบ คร.22) ต่อนายทะเบียนที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ โดยใช้ทะเบียนสมรสต่างประเทศที่ผ่านการรับรองจากประเทศต้นทาง แปลเป็นไทย และรับรองคำแปลที่กรมการกงสุล เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับการจัดการทรัพย์สิน มรดก และการใช้สิทธิของบุตรในไทยภายหลัง
›[สมรสต่างประเทศ]บันทึกฐานะแห่งครอบครัว (คร.22) ใช้เอกสารอะไรบ้าง?
ชุดเอกสารที่นายทะเบียนมักขอคือ ทะเบียนสมรสหรือใบสำคัญการสมรสที่ออกโดยหน่วยงานของประเทศที่จดทะเบียน ผ่านการรับรองด้วย Apostille หรือรับรองโดยสถานทูตไทยในประเทศนั้นแล้วแต่กรณี คำแปลภาษาไทยที่ผ่านการรับรองนิติกรณ์จากกรมการกงสุล บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของฝ่ายไทย หนังสือเดินทางของฝ่ายต่างชาติพร้อมคำแปลหน้าที่มีข้อมูลบุคคล และพยานตามที่นายทะเบียนกำหนด รายการอาจต่างกันเล็กน้อยตามสำนักทะเบียน จึงควรโทรยืนยันก่อนเดินทางไปยื่น
›[สมรสต่างประเทศ]หย่าที่ต่างประเทศแล้ว จะบันทึกสถานะหย่าในไทยได้อย่างไร?
ใช้ช่องทางบันทึกฐานะแห่งครอบครัวเช่นเดียวกับกรณีสมรส โดยยื่นคำพิพากษาหรือหนังสือสำคัญการหย่าจากต่างประเทศที่ผ่านการรับรอง Apostille หรือรับรองโดยสถานทูตไทย พร้อมคำแปลภาษาไทยที่รับรองนิติกรณ์แล้ว ต่อนายทะเบียนที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ ในบางกรณีที่คำพิพากษาต่างประเทศมีประเด็นเรื่องอำนาจศาลหรือความสงบเรียบร้อยของไทย นายทะเบียนอาจให้ผู้ร้องดำเนินการทางศาลไทยก่อน จึงควรให้ทนายความตรวจคำพิพากษาฉบับเต็มก่อนยื่น
›[หย่า]หย่าโดยความยินยอมกับหย่าโดยคำพิพากษาต่างกันอย่างไร?
การหย่าโดยความยินยอม คือคู่สมรสตกลงกันได้ทั้งเรื่องการสิ้นสุดการสมรส อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู และการแบ่งสินสมรส แล้วทำหนังสือหย่าที่มีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 คน จากนั้นไปจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียนที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ การหย่าจึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย ส่วนการหย่าโดยคำพิพากษาใช้เมื่อตกลงกันไม่ได้ ต้องฟ้องต่อศาลโดยอ้างเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เช่น การประพฤติชั่ว การทำร้าย การจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี หรือแยกกันอยู่เกินสามปี ซึ่งใช้เวลาและต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุน
›[หย่า]การหย่าโดยความยินยอมต้องไปจดทะเบียนหย่าเสมอหรือไม่?
ต้องครับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดว่าการหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนหย่าแล้ว การทำหนังสือหย่ากันเองโดยไม่ไปจดทะเบียนไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุด และคู่สมรสยังคงมีสถานะสมรสอยู่ในทะเบียนราษฎร ซึ่งจะกระทบต่อการทำนิติกรรม การก่อหนี้ การรับมรดก และการสมรสใหม่ หนังสือหย่าควรระบุข้อตกลงเรื่องบุตรและทรัพย์สินให้ชัด เพราะเมื่อจดทะเบียนแล้วการแก้ไขภายหลังทำได้ยากกว่าและอาจต้องขึ้นศาล
›[หย่า]ใบสำคัญการหย่า คร.7 และทะเบียนหย่า คร.6 นำไปใช้ต่างประเทศต้องทำอย่างไร?
ขั้นตอนเหมือนทะเบียนสมรส คือคัดสำเนาทะเบียนการหย่า (คร.6) ที่นายทะเบียนรับรอง พร้อมใบสำคัญการหย่า (คร.7) แล้วแปลเป็นภาษาปลายทาง ยื่นรับรองคำแปลที่กรมการกงสุล จากนั้นขอ Apostille หากปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา หรือรับรองที่สถานทูตปลายทางหากไม่ใช่ภาคี หน่วยงานปลายทางหลายแห่งขอทั้งสองฉบับ เพราะทะเบียนการหย่ามีรายละเอียดข้อตกลงมากกว่าใบสำคัญการหย่า ซึ่งจำเป็นเมื่อจะใช้สมรสใหม่หรือยื่นวีซ่า
›[หย่า]คู่สมรสต่างชาติไม่อยู่ในไทย จะหย่าอย่างไร?
หากคู่สมรสตกลงหย่ากันได้แต่ฝ่ายหนึ่งอยู่ต่างประเทศ มีแนวทางหลักคือดำเนินการผ่านสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศนั้นตามระเบียบที่กำหนด หรือใช้ช่องทางจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียนตามระเบียบงานทะเบียนครอบครัว ซึ่งมีขั้นตอนและเอกสารเฉพาะที่นายทะเบียนกำหนด หากตกลงกันไม่ได้ ต้องฟ้องหย่าที่ศาลซึ่งมีเขตอำนาจ และอาจมีประเด็นเรื่องการส่งหมายไปต่างประเทศที่ใช้เวลานาน กรณีเช่นนี้ควรปรึกษาทนายความก่อนเลือกช่องทาง
›[ทรัพย์สิน]สินสมรสกับสินส่วนตัวต่างกันอย่างไร?
สินส่วนตัวคือทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หาที่ระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัว เครื่องใช้ส่วนตัว และของหมั้น ส่วนสินสมรสคือทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ดอกผลของสินส่วนตัว และทรัพย์สินที่ได้มาโดยพินัยกรรมหรือการให้ที่ระบุว่าเป็นสินสมรส เมื่อการสมรสสิ้นสุด สินสมรสโดยหลักแบ่งคนละครึ่ง การทำนิติกรรมสำคัญบางประเภทเกี่ยวกับสินสมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายด้วย
›[ทรัพย์สิน]สัญญาก่อนสมรส (prenuptial agreement) ทำในไทยได้หรือไม่ และมีเงื่อนไขอะไร?
ทำได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับรองสัญญาก่อนสมรสไว้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อย 2 คน และต้องจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส หรือทำเป็นหนังสือแล้วจดแจ้งไว้ต่อนายทะเบียนในขณะจดทะเบียนสมรส หากไม่ทำตามแบบนี้ สัญญาจะตกเป็นโมฆะ นอกจากนี้ข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีใช้บังคับไม่ได้ และสัญญาก่อนสมรสไม่อาจตกลงเรื่องบางประการ เช่น การยกเว้นหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร จึงควรให้ทนายความร่างและตรวจก่อนวันจดทะเบียนเสมอ
›[ทรัพย์สิน]สัญญาก่อนสมรสที่ทำในต่างประเทศ ใช้ในไทยได้ไหม?
การจะมีผลในไทยขึ้นกับว่าทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดหรือไม่ และมีประเด็นกฎหมายขัดกันที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ในทางปฏิบัติหากคู่สมรสวางแผนจะจดทะเบียนสมรสในไทย ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือจัดทำสัญญาก่อนสมรสฉบับภาษาไทยให้ถูกต้องตามแบบและจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับวันจดทะเบียน โดยอาจทำฉบับสองภาษาเพื่อให้ฝ่ายต่างชาติเข้าใจ กรณีมีทรัพย์สินในหลายประเทศควรปรึกษาทนายความทั้งสองเขตอำนาจควบคู่กัน
›[วีซ่า]จดทะเบียนสมรสแล้วจะยื่นวีซ่าคู่สมรส ต้องเตรียมเอกสารอะไร?
หน่วยงานวีซ่าปลายทางมักขอทะเบียนสมรสหรือใบสำคัญการสมรสพร้อมคำแปลที่รับรอง หลักฐานความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง เช่น ภาพถ่าย ประวัติการเดินทาง บันทึกการติดต่อ หลักฐานการเงินและที่พักของผู้สนับสนุน และในบางประเทศต้องมีใบรับรองความประพฤติหรือผลตรวจสุขภาพ รูปแบบคำรับรองคำแปลต่างกันตามประเทศ เช่น ออสเตรเลียกำหนดให้ใช้นักแปล NAATI เมื่อแปลในประเทศ สหราชอาณาจักรกำหนดให้คำแปลมีวันที่ ชื่อ ลายมือชื่อ และข้อมูลติดต่อผู้แปล และแคนาดากำหนด affidavit ของผู้แปลเมื่อแปลนอกประเทศ ผลการพิจารณาวีซ่าเป็นดุลพินิจของหน่วยงานปลายทางเท่านั้น
›[วีซ่า]สมรสกับคนไทยแล้ว ชาวต่างชาติขอวีซ่าอยู่ต่อในไทยได้อย่างไร?
ช่องทางที่พบบ่อยคือการขอเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตราเป็น Non-Immigrant O ด้วยเหตุผลสมรสกับคนไทย แล้วยื่นขออยู่ต่อในราชอาณาจักรที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยต้องแสดงทะเบียนสมรส หลักฐานความสัมพันธ์ หลักฐานที่พักอาศัย และหลักฐานทางการเงินตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประกาศ ซึ่งอาจปรับปรุงได้เป็นระยะ เอกสารจากต่างประเทศต้องแปลและรับรองตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด แนะนำให้ตรวจหลักเกณฑ์ล่าสุดจาก immigration.go.th หรือสอบถามด่านตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ก่อนยื่น เพราะแนวปฏิบัติแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดต่างกัน
›[แปลเอกสาร]แปลทะเบียนสมรสไทยเป็นภาษาต่างประเทศ ใครแปลได้บ้าง?
ในชั้นการรับรองนิติกรณ์ของกรมการกงสุล ผู้แปลต้องระบุตัวตนได้และรับผิดชอบความถูกต้องของคำแปล โดยกรมจะตรวจความถูกต้องของคำแปลเทียบกับต้นฉบับ ส่วนในชั้นหน่วยงานปลายทาง ข้อกำหนดต่างกันไป เช่น ออสเตรเลียกำหนดนักแปล NAATI สำหรับงานที่แปลในออสเตรเลีย หลายประเทศในยุโรปกำหนด sworn translator ที่ได้รับแต่งตั้งในประเทศนั้น ขณะที่บางประเทศเพียงขอคำรับรองการแปลพร้อมข้อมูลติดต่อผู้แปล การสะกดชื่อในคำแปลต้องตรงกับหนังสือเดินทางทุกตัวอักษร มิฉะนั้นหน่วยงานปลายทางอาจตีกลับทั้งชุด
›[แปลเอกสาร]ชื่อในเอกสารไทยกับหนังสือเดินทางสะกดไม่ตรงกัน จะแก้อย่างไร?
กรณีนี้พบบ่อยมากและเป็นสาเหตุที่เอกสารถูกตีกลับ แนวทางแก้คือให้คำแปลใช้การสะกดตามหนังสือเดินทางเป็นหลัก และแนบหลักฐานเชื่อมโยงตัวบุคคล เช่น สำเนาหนังสือเดินทาง บัตรประชาชน หรือหนังสือรับรองการเปลี่ยนชื่อ-สกุลที่แปลและรับรองแล้ว หากเคยเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล ควรขอหนังสือรับรองจากสำนักทะเบียนมาประกอบชุดเอกสารตั้งแต่ต้น เพื่อให้หน่วยงานปลายทางเห็นเส้นทางของชื่อได้ครบถ้วนในครั้งเดียว
›[พื้นที่บริการ]อยู่ต่างจังหวัดหรืออยู่ต่างประเทศ ใช้บริการแปลและรับรองเอกสารสมรสได้ไหม?
ได้ครับ ขั้นตอนคือส่งภาพถ่ายหรือไฟล์สแกนของเอกสารมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนทาง LINE หรืออีเมล เพื่อยืนยันว่าเอกสารครบและอยู่ในรูปแบบที่หน่วยงานปลายทางยอมรับ จากนั้นจัดส่งต้นฉบับหรือสำเนารับรองมาที่สำนักงานตามที่ตกลง เราดำเนินการแปล รับรองลายมือชื่อโดยทนายความเมื่อจำเป็น และเดินเรื่องนิติกรณ์หรือ Apostille ที่กรมการกงสุล แล้วจัดส่งกลับตามที่อยู่ที่ระบุ ระยะเวลาขึ้นกับคิวของหน่วยงานราชการและการขนส่ง สอบถามรายละเอียดและค่าบริการทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล
›[พื้นที่บริการ]งานด่วน ต้องใช้เอกสารภายในไม่กี่วัน ทำได้หรือไม่?
งานแปลและงานรับรองลายมือชื่อโดยทนายความจัดคิวเร่งด่วนได้ตามปริมาณงานในขณะนั้น แต่ขั้นตอนที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานราชการ เช่น การรับรองนิติกรณ์และ Apostille ของกรมการกงสุล หรือการนัดคิวสถานทูต เป็นกรอบเวลาที่หน่วยงานนั้นกำหนด เราเร่งแทนไม่ได้และไม่รับประกันเวลาแล้วเสร็จของราชการ สิ่งที่เราทำได้คือจัดลำดับงานภายในให้เร็วที่สุด เลือกช่องทางบริการด่วนที่หน่วยงานเปิดให้ และแจ้งกรอบเวลาที่สมจริงให้ทราบก่อนเริ่มงาน
›[ความน่าเชื่อถือ]ข้อมูลในหน้านี้อ้างอิงจากที่ใด และตรวจทานบ่อยแค่ไหน?
เนื้อหาอ้างอิงจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 ระเบียบงานทะเบียนครอบครัวของกรมการปกครอง ข้อมูลงานนิติกรณ์และการรับรองคำแปลของกองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล และข้อมูลอนุสัญญา Apostille จาก HCCH เราทบทวนเนื้อหาเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง และระบุวันตรวจทานล่าสุดไว้บนหน้า เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเตรียมเอกสาร ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย และไม่แทนที่การยืนยันกับนายทะเบียนหรือหน่วยงานผู้รับเอกสารในแต่ละกรณี
›[Basics]What does your marriage registration service include, and what is excluded?
We handle documents and certification: translation of your affidavit of freedom to marry and supporting records between Thai and foreign languages, signature and document certification by a notarial services attorney, legalisation of translations at the Department of Consular Affairs, apostille or destination-embassy legalisation, interpreters where the registrar requires one, and document sets for recording a foreign marriage in the Thai family status register. We are not the registrar and not an agent of any district office, we cannot guarantee that a registrar will accept a file, and we never advise anything contrary to Thai regulations. Ask our staff about scope, timelines and fees by phone, LINE or email.
›[Basics]How can we ask about service fees and timelines?
Contact our office by phone, LINE Official account or email. We deliberately do not publish a fixed price table, because every file differs by page count, source language, number of certified sets, the legalisation route (consular legalisation only, apostille, or destination embassy) and urgency. Send photos of your documents in advance and staff will confirm the required list, the sequence of steps and the total service fee before any work starts. Government fees are set by the authorities themselves and can change, so confirm those directly with the office concerned.
›[Law]Since when can same-sex couples register a marriage in Thailand?
The Act Amending the Civil and Commercial Code (No. 24) B.E. 2567, known as the marriage equality law, came into force on 22 January 2025. It replaced gendered wording in Book V with neutral terms, so two persons of any gender may register a marriage and hold the same rights and duties as any other spouses, including matrimonial property, inheritance, joint adoption and medical consent. Recognition in Thailand does not automatically mean the marriage is recognised in the foreign spouse's home country, so check with that country's authorities as well.
›[Law]What is the minimum legal age to marry in Thailand?
Following the amendment in force on 22 January 2025, both parties must be at least 18 years old, raised from the previous 17. The Code still allows a court to permit marriage below that age where there is proper cause under the law, and a minor who marries also needs consent from the persons empowered to give it. Registrars always verify age against the national ID card or passport.
›[Documents]What documents does a foreign national need to marry a Thai citizen?
A standard file contains a valid passport with copies, an affidavit of freedom to marry or certificate of no impediment issued or certified by that person's embassy or consulate in Thailand, and, if previously married, a divorce certificate, a final court judgment of divorce, or the former spouse's death certificate. Every foreign document must be translated into Thai and the translation legalised by the Department of Consular Affairs before it is submitted to the registrar. The Thai party brings a national ID card, house registration and proof of any previous marital status.
›[Documents]Where does a foreign national obtain an affidavit of freedom to marry?
Usually from their own embassy or consulate in Thailand, because Thai registrars are most familiar with that format. Practice varies by nationality: some missions take a sworn statement from the applicant and issue an affidavit, others require a certificate of no impediment obtained from the civil registry at home and then certified, and a few require statutory notice of marriage in the home jurisdiction first. Check the consular pages of the relevant embassy and book an appointment well in advance.
›[Documents]Must the affidavit be translated into Thai and legalised by the MFA?
Yes. The standard sequence is: obtain the affidavit or certificate of no impediment from your embassy or consulate, have it translated into Thai by an identifiable translator who takes responsibility for the translation, submit it for translation legalisation at the Legalization Division of the Department of Consular Affairs, then present the original together with the legalised translation to the registrar at the district office. Many registrars want to see the original alongside the translation, so never surrender the only original without keeping certified copies.
›[Documents]How are previous divorce or death certificates handled for foreign applicants?
You must prove that the earlier marriage has fully ended. Acceptable evidence includes a Thai divorce certificate (Kor Ror 7) or divorce register (Kor Ror 6), a final court judgment of divorce with a certificate that the case is final, a foreign decree absolute or final judgment of divorce, or a death certificate. Foreign documents must first be certified in the issuing country — by apostille where that country is a party to the Apostille Convention, or through that country's foreign ministry and the Thai embassy there where it is not — then translated into Thai with the translation legalised by the Department of Consular Affairs.
›[Process]How do we register a marriage at a Thai district office step by step?
There are normally five stages: the foreign party obtains an affidavit or certificate of no impediment from their embassy or consulate; all foreign documents are translated into Thai by an identifiable translator; the translations are legalised at the Department of Consular Affairs; both parties attend the district office with the complete file and at least two witnesses to sign the marriage register; and, if the certificate will be used abroad, the Thai marriage documents are translated, legalised and then apostilled or certified by the destination embassy. Overall timing depends mostly on embassy and MFA queues.
›[Process]Can a marriage be registered at any district office in Thailand?
Yes. Under the family registration regulations, an application may be filed with the registrar at any district office or Bangkok district office in the country, regardless of where the Thai party's house registration is held. In practice, offices differ in how often they handle files involving foreign nationals and in English-language capacity, so some are noticeably smoother. Always call the specific office beforehand to confirm the document list and the hours during which applications are received.
›[Process]How many witnesses are needed, and who can be a witness?
At least two witnesses must sign the marriage register. A witness must be of legal age, of sound mind, and able to show a national ID card or passport to the registrar. Witnesses need not be relatives and may be foreign nationals. Some offices may help arrange witnesses as a courtesy, but they are not obliged to, so bring your own.
›[Process]What are the government fees for registering a marriage?
Registration at the district office during official hours carries no fee under Thai regulations. Where you ask a registrar to perform the registration outside the office — at a hotel or event venue, for example — official fees and travel expenses apply at the rates set by the authorities. Because those rates can change and differ locally, we do not publish figures; ask the district office directly, and ask our staff about our own service fees by phone, LINE or email.
›[Interpreter]Is an interpreter required when a foreign national registers a marriage in Thailand?
If the foreign party does not understand Thai well enough to follow the register's wording and the registrar's questions, the office will require an interpreter, because the register is in Thai and the law requires genuine, informed consent. The interpreter usually shows identification and signs to certify the interpretation. Some offices add conditions, such as the interpreter not being a party or witness in the same matter, so confirm requirements before the appointment.
›[Using abroad]How is a Thai marriage certificate prepared for use by foreign authorities?
Four stages: obtain a registrar-certified copy of the marriage register from the district office; have it translated into the language the destination requires, with a certification statement in that country's expected format; have the translation legalised by the Department of Consular Affairs; then obtain an apostille from the Department of Consular Affairs where the destination is a party to the Apostille Convention, which entered into force for Thailand on 2 December 2025, or legalisation from that country's embassy in Thailand where it is not.
›[Using abroad]Can a Thai marriage certificate be apostilled?
Yes. Thailand acceded to the 1961 Hague Apostille Convention and it entered into force for Thailand on 2 December 2025. The competent authority issuing apostilles is the Department of Consular Affairs of the Ministry of Foreign Affairs. Thai civil and family registration documents, including marriage certificates, may therefore travel to other Convention states with an apostille instead of destination-embassy legalisation. Countries that are not parties still require the traditional consular route, so verify current status on hcch.net before you start.
›[Using abroad]What if the destination country requires a sworn translator in its own language?
Several European jurisdictions accept translations only from translators sworn or appointed in that country. A practical route is to legalise and apostille an English translation in Thailand, then have a sworn translator in the destination country produce the local-language version from the certified document. Other countries accept an English translation outright. Ask the receiving authority in writing before ordering any translation, because taking the wrong route means redoing the whole set.
›[Recognition]How do we record a foreign marriage in the Thai family status register?
A marriage validly concluded abroad is already effective, but Thai civil registration records will not show the marital status until you apply. File a request to record family status (form Kor Ror 22) with the registrar at a district office, using the foreign marriage certificate certified by apostille or by the Thai embassy in that country, together with a Thai translation legalised by the Department of Consular Affairs, plus the Thai party's ID card and house registration and the foreign party's passport with a translated bio-data page. This record matters later for property, inheritance and children's rights in Thailand.
›[Recognition]How is a foreign divorce recorded in Thailand?
Use the same family-status recording route: submit the foreign judgment or divorce certificate, certified by apostille or by the Thai embassy in that country, with a legalised Thai translation, to the registrar at a district office. Where a foreign judgment raises questions of jurisdiction or Thai public order, the registrar may require court proceedings in Thailand first, so have a lawyer review the full judgment before filing.
›[Divorce]How does divorce registration work for a foreign spouse in Thailand?
Divorce by mutual consent requires a written divorce agreement signed by both spouses and at least two witnesses, covering the end of the marriage and, where relevant, parental power, child support and division of matrimonial property; the divorce becomes effective only when registered with the registrar at a district office. If the spouses cannot agree, divorce must be sought in court on one of the statutory grounds in section 1516 of the Civil and Commercial Code, such as misconduct, cruelty, wilful desertion for more than one year, or living separately for more than three years.
›[Divorce]Is a private divorce agreement enough without registration?
No. For divorce by mutual consent the Civil and Commercial Code makes registration a condition of validity. A signed agreement that is never registered leaves the marriage in force and the spouses still recorded as married, which affects contracts, debts, inheritance and any new marriage. Because amending registered terms later is difficult and may require court proceedings, the agreement should settle children and property clearly before it is registered.
›[Property]What is the difference between matrimonial and personal property?
Personal property includes what a spouse owned before the marriage, property acquired during the marriage by inheritance or gift where it is stated to be personal, personal effects and the engagement gift. Matrimonial property includes property acquired during the marriage, the fruits of personal property, and property acquired by will or gift stated to be matrimonial. On dissolution, matrimonial property is in principle divided equally, and certain significant transactions concerning it require the other spouse's consent.
›[Property]Can we sign a prenuptial agreement in Thailand?
Yes, the Civil and Commercial Code recognises prenuptial agreements, but the form is strict: the agreement must be in writing, signed by both spouses and at least two witnesses, and entered in the marriage register at the time the marriage is registered. If that form is not followed the agreement is void. Terms contrary to public order or good morals are unenforceable, and some matters, such as excluding the duty to maintain a child, cannot be agreed. Have a lawyer draft and review it before the registration date, and consider a bilingual version so the foreign spouse fully understands it.
›[Visa]What is needed for a spouse visa after marrying in Thailand?
Destination authorities generally ask for the marriage certificate with a certified translation, evidence of a continuing relationship, the sponsor's financial and accommodation evidence, and in some countries a police clearance certificate or medical checks. Certification formats differ: Australia expects NAATI translators for work done in Australia, GOV.UK requires the translator's date, name, signature and contact details, and IRCC requires a translator's affidavit for translations done outside Canada. Visa outcomes are entirely at the discretion of the destination authority.
›[Visa]How can a foreign spouse stay in Thailand after marriage?
A common route is changing the visa category to Non-Immigrant O on the basis of marriage to a Thai national, then applying for an extension of stay at the Immigration Bureau with the marriage certificate, relationship evidence, proof of residence and financial evidence meeting the criteria the Immigration Bureau publishes, which are updated from time to time. Foreign documents must be translated and certified as officers require. Check the current criteria on immigration.go.th or with your local immigration office, since local practice varies in detail.
›[Trust]Where does the information on this page come from, and how often is it reviewed?
It is based on Book V of the Thai Civil and Commercial Code, the Act Amending the Civil and Commercial Code (No. 24) B.E. 2567, the family registration regulations of the Department of Provincial Administration, the legalisation and translation-certification guidance of the Department of Consular Affairs, and HCCH information on the Apostille Convention. We review the page when relevant law or regulation changes and show the last review date. This is general information for document preparation, not legal advice on a specific case, and it does not replace confirming requirements with the registrar or the receiving authority.